ข้อบังคับมูลนิธิ

มูลนิธิพลเอก สุนทร คงสมพงษ์

หมวดที่ ๑
ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ ๑
มูลนิธินี้ชื่อว่า “มูลนิธิพลเอก สุนทร คงสมพงษ์” ย่อว่า “มูลนิธิ พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “GENERAL SUNDHARA KONGSOMPONG FOUNDATION” ย่อว่า “KONGSOMPONG FOUNDATION”
ข้อ ๒
เครื่องหมายของมูลนิธินี้คือ เป็นรูปตราอาร์มหน้ากากอัศวินโรมัน ด้านล่างมีตรารูปป้อมทหาร, ตรารูปสิงห์, ตรารูปปืน และตราเหล่าทหารเสนารักษ์ บรรจุอยู่ภายในอาร์ม ด้านบนมีข้อความว่า Kongsompong ด้านล่างมีข้อความว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ด้านล่างของตราอาร์ม มีข้อความว่า มูลนิธิ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ (พ.ศ.2534) ด้านล่างใช้ข้อความภาษาอังกฤษว่า General Sundhara Kongsompong Foundation (AD 1991) ตามรูปที่ปรากฎนี้

มูลนิธิ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์

ข้อ ๓
สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ ๙๓ ซอยเสริมสุข แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

หมวดที่ ๒
วัตถุประสงค์

ข้อ ๔
วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้คือ
๔.๑
บำรุงขวัญและให้การสงเคราะห์แก่กำลังพลของกองทัพบก ได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน ราชการ ลูกจ้าง และครอบครัว รวมถึงบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพบก
๔.๒
ปรับปรุงและพัฒนา พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่หน่วยงานของกองทัพบก
๔.๓
ช่วยเหลือและสนับสนุนทุนการศึกษาและแนะนำฝึกหัดอาชีพแก่กำลังพลของกองทัพบก ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และทายาท รวมถึงบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อ กองทัพบก
๔.๔
ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ ร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
๔.๕
ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง
๔.๖
เทิดทูนและยึดมั่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

หมวดที่ ๓
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ ๕
ทรัพย์สินของมูลนิธิ มีทุนเริ่มแรก คือ เงินสด จำนวน ๓,๕๑๘,๐๐๐ บาท (สามล้านห้าแสนหนึ่งหมื่น แปดพันบาทถ้วน)
ข้อ ๖
มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
๖.๑
เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้ โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้ มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาวะติดพันอื่นใด
๖.๒
เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
๖.๓
ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ

หมวดที่ ๔
คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ ๗
กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
๗.๑
มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
๗.๒
ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๗.๓
ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ข้อ ๘
กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
๘.๑
ถึงคราวออกตามวาระ
๘.๒
ตายหรือลาออก
๘.๓
ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๗
๘.๔
เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ ๕
การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๙
มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวน ตั้งแต่ ๕ คน แต่ไม่เกิน ๒๐ คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อ ๑๐
ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการผู้เริ่มจัดตั้งมูลนิธิเป็นผู้เลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิ ขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
ข้อ ๑๑
วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เลือกตั้ง ประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
ข้อ ๑๒
กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓ ปี
ข้อ ๑๓
เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิได้เป็นไปโดยติดต่อกัน เมื่อคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิ ได้ปฏิบัติหน้าที่มาครบ ๑ ปี ๖ เดือน (ครึ่งหนึ่งของวาระการดำรงตำแหน่ง) ให้มีการจับสลากออกไป หนึ่งในสองของจำนวนกรรมการมูลนิธิที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการดำเนินงานมูลนิธิครั้งแรก
ข้อ ๑๔
การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม
ข้อ ๑๕
กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือโดยการจับสลากในวาระแรก อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
ข้อ ๑๖
ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลง ให้คณะกรรมการมูลนิธิที่เหลืออยู่ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการมูลนิธิ แทนตำแหน่งที่ว่าง กรรมการมูลนิธิผู้ได้รับการตั้งซ่อมอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน

หมวดที่ ๖
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๗
คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
๑๗.๑
กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินงานตามนโยบายนั้น
๑๗.๒
ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
๑๗.๓
เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้รายจ่าย ต่อกระทรวงมหาดไทย
๑๗.๔
ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
๑๗.๕
ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
๑๗.๖
แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่าง ของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๗.๗
เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
๑๗.๘
เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
๑๗.๙
เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๗.๑๐
แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๗.๗, ๑๗.๘ และ ๑๗.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ ๑๗.๙ ย่อมเป็นที่ปรึกษา ของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น
ข้อ ๑๘
ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
๑๘.๑
เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๘.๒
สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๘.๓
เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก ในการทำนิติกรรมใดๆของมูลนิธิ หรือการ ลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้อบังคับ และสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิและในการอรรถคดี เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนและกรรมการมูลนิธิสองคนได้ลงลายมือชื่อแล้วเป็นอัน ใช้ได้
๑๘.๔
ปฏิบัติการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๑๙
ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
ข้อ ๒๐
ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม คราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุม คราวนั้น
ข้อ ๒๑
เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำ รายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ
ข้อ ๒๒
เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ข้อ ๒๓
สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่ง ระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ ๒๔
คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ ๗
อนุกรรมการ

ข้อ ๒๕
คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็น อนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิ ไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการหรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการแต่ละคณะ แต่งตั้งกันเอง ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
ข้อ ๒๖
อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำ อยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียง เท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับ การแต่งตั้งอีกได้
๒๖.๑
อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
๒๖.๒
อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

หมวดที่ ๘
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๗
คณะกรรมการมูลนิธิ จะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปี ทุกๆ ปี ภายในเดือนตุลาคม หรือ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิกำหนด และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ ๒๘
การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ ๒ คน ขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียก ประชุมวิสามัญได้
ข้อ ๒๙
กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิจะกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๗ บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๓๐
ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุม เป็นผู้ชี้ขาดกิจการใดที่เป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่ง ให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไปถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
ข้อ ๓๑
ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานที่ประชุม มีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ ๙
การเงิน

ข้อ ๓๒
ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิ ในกรณีทำหน้าที่แทนมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้ คราวละไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติ จาก คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธาน กรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
ข้อ ๓๓
เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ คราวละไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)
ข้อ ๓๔
เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อ ๓๕
การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วแลกเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ที่ ประธานกรรมการมูลนิธิมอบหมาย หรือกรรมการ จำนวน ๒ ใน ๓ ลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
ข้อ ๓๖
ในการใช้จ่ายของมูลนิธิ ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้บริจาค มิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ
ข้อ ๓๗
ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนกำหนด อำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ข้อ ๓๘
ให้มีผู้สอบบัญชีของมูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิเห็นชอบและแต่งตั้งจากบุคคลที่มิใช่กรรมการหรือ เจ้าหน้าที่อื่นของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ หรือได้รับค่าตอบแทนอย่างไร สุดแต่ที่ประชุม คณะกรรมการมูลนิธิจะกำหนด
ข้อ ๓๙
ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่ตรวจบัญชีของมูลนิธิ และรับรองบัญชีงบดุลประจำปีที่คณะกรรมการมูลนิธิ จะต้องรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย ผู้สอบบัญชีมีสิทธิตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสอบถามกรรมการมูลนิธิและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และเอกสารดังกล่าวได้

หมวดที่ ๑๐
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ

ข้อ ๔๐
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิ เข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมดและมติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ ๑๑
การเลิกมูลนิธิ

ข้อ ๔๑
ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่ เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธ์ิแก่ มูลนิธิเทพอำนวย
ข้อ ๔๒
การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาล สั่งเลิก ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
๔๒.๑
เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
๔๒.๒
เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสาม มีมติให้ยกเลิก
๔๒.๓
เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
๔๒.๔
เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

หมวดที่ ๑๒
บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ ๔๓
การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของ จำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ ๔๔
ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิ มิได้กำหนดไว้

พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์

(พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์)
ประธานกรรมการ มูลนิธิ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ (พ.ศ.๒๕๓๔)