ข้อบังคับมูลนิธิ
มูลนิธิพลเอก สุนทร คงสมพงษ์
หมวดที่ ๑
ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง
- ข้อ ๑
- มูลนิธินี้ชื่อว่า “มูลนิธิพลเอก สุนทร คงสมพงษ์” ย่อว่า “มูลนิธิ พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “GENERAL SUNDHARA KONGSOMPONG FOUNDATION” ย่อว่า “KONGSOMPONG FOUNDATION”
- ข้อ ๒
- เครื่องหมายของมูลนิธินี้คือ เป็นรูปตราอาร์มหน้ากากอัศวินโรมัน ด้านล่างมีตรารูปป้อมทหาร, ตรารูปสิงห์, ตรารูปปืน และตราเหล่าทหารเสนารักษ์ บรรจุอยู่ภายในอาร์ม ด้านบนมีข้อความว่า Kongsompong ด้านล่างมีข้อความว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ด้านล่างของตราอาร์ม มีข้อความว่า มูลนิธิ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ (พ.ศ.2534) ด้านล่างใช้ข้อความภาษาอังกฤษว่า General Sundhara Kongsompong Foundation (AD 1991) ตามรูปที่ปรากฎนี้

- ข้อ ๓
- สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ ๙๓ ซอยเสริมสุข แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
หมวดที่ ๒
วัตถุประสงค์
- ข้อ ๔
- วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้คือ
- ๔.๑
- บำรุงขวัญและให้การสงเคราะห์แก่กำลังพลของกองทัพบก ได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน ราชการ ลูกจ้าง และครอบครัว รวมถึงบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพบก
- ๔.๒
- ปรับปรุงและพัฒนา พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่หน่วยงานของกองทัพบก
- ๔.๓
- ช่วยเหลือและสนับสนุนทุนการศึกษาและแนะนำฝึกหัดอาชีพแก่กำลังพลของกองทัพบก ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และทายาท รวมถึงบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อ กองทัพบก
- ๔.๔
- ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ ร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
- ๔.๕
- ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง
- ๔.๖
- เทิดทูนและยึดมั่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
หมวดที่ ๓
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
- ข้อ ๕
- ทรัพย์สินของมูลนิธิ มีทุนเริ่มแรก คือ เงินสด จำนวน ๓,๕๑๘,๐๐๐ บาท (สามล้านห้าแสนหนึ่งหมื่น แปดพันบาทถ้วน)
- ข้อ ๖
- มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
- ๖.๑
- เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้ โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้ มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาวะติดพันอื่นใด
- ๖.๒
- เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
- ๖.๓
- ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
หมวดที่ ๔
คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
- ข้อ ๗
- กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- ๗.๑
- มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
- ๗.๒
- ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
- ๗.๓
- ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- ข้อ ๘
- กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
- ๘.๑
- ถึงคราวออกตามวาระ
- ๘.๒
- ตายหรือลาออก
- ๘.๓
- ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๗
- ๘.๔
- เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ
หมวดที่ ๕
การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ
- ข้อ ๙
- มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวน ตั้งแต่ ๕ คน แต่ไม่เกิน ๒๐ คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
- ข้อ ๑๐
- ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการผู้เริ่มจัดตั้งมูลนิธิเป็นผู้เลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิ ขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
- ข้อ ๑๑
- วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เลือกตั้ง ประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
- ข้อ ๑๒
- กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓ ปี
- ข้อ ๑๓
- เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิได้เป็นไปโดยติดต่อกัน เมื่อคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิ ได้ปฏิบัติหน้าที่มาครบ ๑ ปี ๖ เดือน (ครึ่งหนึ่งของวาระการดำรงตำแหน่ง) ให้มีการจับสลากออกไป หนึ่งในสองของจำนวนกรรมการมูลนิธิที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการดำเนินงานมูลนิธิครั้งแรก
- ข้อ ๑๔
- การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม
- ข้อ ๑๕
- กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือโดยการจับสลากในวาระแรก อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
- ข้อ ๑๖
- ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลง ให้คณะกรรมการมูลนิธิที่เหลืออยู่ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการมูลนิธิ แทนตำแหน่งที่ว่าง กรรมการมูลนิธิผู้ได้รับการตั้งซ่อมอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน
หมวดที่ ๖
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ
- ข้อ ๑๗
- คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
- ๑๗.๑
- กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินงานตามนโยบายนั้น
- ๑๗.๒
- ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
- ๑๗.๓
- เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้รายจ่าย ต่อกระทรวงมหาดไทย
- ๑๗.๔
- ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
- ๑๗.๕
- ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
- ๑๗.๖
- แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่าง ของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
- ๑๗.๗
- เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
- ๑๗.๘
- เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
- ๑๗.๙
- เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
- ๑๗.๑๐
- แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๗.๗, ๑๗.๘ และ ๑๗.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ ๑๗.๙ ย่อมเป็นที่ปรึกษา ของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น
- ข้อ ๑๘
- ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
- ๑๘.๑
- เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
- ๑๘.๒
- สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
- ๑๘.๓
- เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก ในการทำนิติกรรมใดๆของมูลนิธิ หรือการ ลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้อบังคับ และสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิและในการอรรถคดี เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนและกรรมการมูลนิธิสองคนได้ลงลายมือชื่อแล้วเป็นอัน ใช้ได้
- ๑๘.๔
- ปฏิบัติการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
- ข้อ ๑๙
- ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
- ข้อ ๒๐
- ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม คราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุม คราวนั้น
- ข้อ ๒๑
- เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำ รายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ
- ข้อ ๒๒
- เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
- ข้อ ๒๓
- สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่ง ระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
- ข้อ ๒๔
- คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้
หมวดที่ ๗
อนุกรรมการ
- ข้อ ๒๕
- คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็น อนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิ ไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการหรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการแต่ละคณะ แต่งตั้งกันเอง ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
- ข้อ ๒๖
-
อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำ อยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียง เท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับ การแต่งตั้งอีกได้
- ๒๖.๑
- อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
- ๒๖.๒
- อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
หมวดที่ ๘
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
- ข้อ ๒๗
- คณะกรรมการมูลนิธิ จะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปี ทุกๆ ปี ภายในเดือนตุลาคม หรือ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิกำหนด และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
- ข้อ ๒๘
- การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ ๒ คน ขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียก ประชุมวิสามัญได้
- ข้อ ๒๙
- กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิจะกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๗ บังคับโดยอนุโลม
- ข้อ ๓๐
- ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุม เป็นผู้ชี้ขาดกิจการใดที่เป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่ง ให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไปถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
- ข้อ ๓๑
- ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานที่ประชุม มีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้
หมวดที่ ๙
การเงิน
- ข้อ ๓๒
- ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิ ในกรณีทำหน้าที่แทนมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้ คราวละไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติ จาก คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธาน กรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
- ข้อ ๓๓
- เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ คราวละไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)
- ข้อ ๓๔
- เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
- ข้อ ๓๕
- การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วแลกเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ที่ ประธานกรรมการมูลนิธิมอบหมาย หรือกรรมการ จำนวน ๒ ใน ๓ ลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
- ข้อ ๓๖
- ในการใช้จ่ายของมูลนิธิ ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้บริจาค มิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ
- ข้อ ๓๗
- ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนกำหนด อำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
- ข้อ ๓๘
- ให้มีผู้สอบบัญชีของมูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิเห็นชอบและแต่งตั้งจากบุคคลที่มิใช่กรรมการหรือ เจ้าหน้าที่อื่นของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ หรือได้รับค่าตอบแทนอย่างไร สุดแต่ที่ประชุม คณะกรรมการมูลนิธิจะกำหนด
- ข้อ ๓๙
- ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่ตรวจบัญชีของมูลนิธิ และรับรองบัญชีงบดุลประจำปีที่คณะกรรมการมูลนิธิ จะต้องรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย ผู้สอบบัญชีมีสิทธิตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสอบถามกรรมการมูลนิธิและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และเอกสารดังกล่าวได้
หมวดที่ ๑๐
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
- ข้อ ๔๐
- การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิ เข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมดและมติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม
หมวดที่ ๑๑
การเลิกมูลนิธิ
- ข้อ ๔๑
- ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่ เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธ์ิแก่ มูลนิธิเทพอำนวย
- ข้อ ๔๒
- การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาล สั่งเลิก ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
- ๔๒.๑
- เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
- ๔๒.๒
- เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสาม มีมติให้ยกเลิก
- ๔๒.๓
- เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
- ๔๒.๔
- เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ
หมวดที่ ๑๒
บทเบ็ดเตล็ด
- ข้อ ๔๓
- การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของ จำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
- ข้อ ๔๔
- ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิ มิได้กำหนดไว้
พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์
(พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์)
ประธานกรรมการ มูลนิธิ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ (พ.ศ.๒๕๓๔)